Na Na Sa Ra [นานา สาระ]

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ประวัติการจัดสวนและรูปแบบสวน

โดย อ.ธนาศรี สัมพันธารักษ์

ประวัติการจัดสวนและรูปแบบสวน

สวนยุคอารยธรรมโบราณ : (The Garden of Antiquity and The Legacy)
สวนเมโสโปเตเมีย
สวนอียิปต์
สวนโรมัน
สวนเปอร์เซียและสวนอิสลาม
สวนมัวริชสเปน (The Moorish Garden of Spain) คริสต์ศตวรรษที่ 8-14: เมื่อตะวันตกพบตะวันออก
สวนยุโรปยุคกลาง (The Medieval Garden) คริสต์ศตวรรษที่ 3 - 15: ยุคแห่งการซ่อนเร้น
สวนอิตาลี เรเนสซองส์ (The Garden of Renaissance Italy) คริสต์ศตวรรษที่ 16: การเกิดใหม่ของศิลปะในสวน
สวนฝรั่งเศส บาโรค คริสต์ศตวรรษที่ 17 (The Baroque French Garden): ความยิ่งใหญ่แห่งจินตนาการเหนือธรรมชาติ
สวนอังกฤษ (The English Landscape Garden) สวน ภาพเขียน และพืชพรรณ
สวนแบบอเมริกัน (The American Style Garden) แนวคิด วัสดุ และเทคโนโลยี
สวนจีน : ธรรมชาติกับภาพเขียน
สวนญี่ปุ่น : ปรัชญากับการค้นหา
สวนไทย : บรรยากาศ การใช้สอย และความเชื่อ
สวนบาหลี : ความเชื่อ ศรัทธา และความงาม

ปัจจุบันสวนมีรูปแบบหลากหลายและมีความสวยงามต่างๆกันไปให้เราเลือกชื่นชมได้ตามรสนิยม แต่เบื้องหลังภาพสวนสวยๆที่เห็น
หลายคนอาจจะเคยนึกสงสัยอยู่บ้างว่าสวนเหล่านี้มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร

รูปแบบของสวนที่มีมาในประวัติศาสตร์โลกแยกการศึกษาออกได้สองส่วนใหญ่ๆ คือ สวนแบบตะวันตก และสวนแบบตะวันออก
ความแตกต่างของการไล่เรียงรูปแบบสวนจากสองซีกโลกนี้ก็คือ สวนแบบตะวันตกจะมีความต่อเนื่องเรียงกันมาตามยุคสมัยและ
เหตุการณ์แวดล้อมทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงจะเชื่อมโยงถึงกันเกือบทุกประเทศ
เนื่องจากประเทศทางตะวันตกโดยเฉพาะในยุโรปนั้นมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดและเทคโนโลยีกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนสวนของประเทศ
ทางตะวันออกจะมีความแตกต่างแยกกันไปตามพื้นฐานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ต่างกัน การเชื่อมโยงถ่ายทอดแนวคิดให้กันและกัน
ก็มีบ้างแต่ไม่ได้กระจายทั่วถึงกันหมด อย่างไรก็ดีแนวคิดและรูปแบบสวนจากทั้งทางตะวันตกและตะวันออกต่างก็มีอิทธิพล
ต่อกันและกันอยู่เสมอยากที่จะแยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด

จากหลักฐานและบันทึกทางประวัติศาสตร์ พื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส ซึ่งเป็นที่ตั้งของดินแดนแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
ในเอเชียตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในแหล่งอารยธรรมรุ่นแรกๆที่เริ่มพัฒนารูปแบบการสร้างสวนที่เน้นความสวยงาม (Garden)
เพื่อสร้างความรื่นรมย์ โดยเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์กิลกาเมช (Gilgamesh) ชาวสุเมเรียนได้สร้างต้นแบบ
ของสวนที่เต็มไปด้วยร่มไม้ และดอกไม้นานาพรรณในพระราชวังเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรื่นเริงและพิธีการงานเฉลิมฉลองต่างๆ
แต่สวนที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคเห็นจะหนีไม่พ้น "สวนลอยแห่งบาบิโลน" สร้างขึ้นในช่วงประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล
สวนแห่งนี้ถูกสร้างเป็นชั้นๆสูงลอยขึ้นไปเหนือระดับพื้นที่ราบโดยรอบ มีบรรยากาศร่มรื่น และเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
จากสีสันและความหลากหลายของพืชพรรณ เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นต้นไม้ ดอกไม้ ลอยสูงเด่นอยู่เหนือดินราวสรวงสวรรค์
ความสวยงามและความยิ่งใหญ่ตระการตาของสวนแห่งนี้ถูกเล่าขานและอ้างถึงในบทกวีสมัยต่อๆมาอีกนับพันปี

อียิปต์เป็นอารยธรรมที่เจริญควบคู่มากับเมโสโปเตเมีย หลักฐานเกี่ยวกับรูปแบบของสวนอียิปต์ได้มาจากภาพเขียนฝาผนังและโมเดลในสุสาน
สวนในบ้านของชาวอียิปต์ใช่เพียงแค่สร้างขึ้นมาเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่สามารถนำผลผลิตมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้อีกด้วย
เรียกสวนแบบนี้ว่าสวนที่มีประโยชน์ใช้สอย (Utilitarian Garden) ตัวอย่างของผลผลิตจากสวนในบ้าน เช่น องุ่น อินทผลัม ผัก
ผลไม้อื่นๆ และกกปาปิรุส เป็นต้น

จากภาพเขียนในสุสานหลายแห่งแสดงให้เห็นรูปแบบสวนที่คล้ายคลึงกันคือ สวนจะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องออกมาจากตัวอาคาร
มีการล้อมรอบพื้นที่ทั้งหมดด้วยกำแพงเพื่อความปลอดภัย ป้องกัน ลม ฝุ่นทราย และน้ำท่วมซึ่งจะล้นฝั่งแม่น้ำไนล์ปีละครั้ง
รวมถึงใช้เพื่อแสดงอาณาเขต ต้นไม้หลากชนิดถูกปลูกเพื่อสร้างร่มเงาให้กับบ้านโดยปลูกเป็นแถวอย่างมีระเบียบ บ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยม
เป็นส่วนประกอบสำคัญของสวน ในบ่อมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา เป็ด และปลูกพืชน้ำ ช่วยให้บ้านดูน่าอยู่ ชุ่มชื้น แสดงออกถึง
ความอุดมสมบูรณ์ แตกต่างจากพื้นที่ภายนอกที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ความเป็นระเบียบและการเลือกใช้รูปทรงเรขาคณิต
ในสวนสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมที่มีระบบระเบียบได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างสวนอียิปต์

ในยุครุ่งเรืองชาวโรมันพัฒนางานศิลปะและวิทยาการต่างๆไปมาก รวมถึงความรู้ทางพฤกษศาสตร์ การก่อสร้าง
และการชลประทานซึ่งมีผลเป็นอย่างมากต่อพัฒนาการของสวน เราแบ่งสวนโรมันได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ
คือสวนในเมือง และสวนนอกเมือง สำหรับสวนในเมือง มีหลักฐานที่ชัดเจนจากการขุดค้นเมืองปอมเปอิ (Pompeii)
ซึ่งถูกภูเขาไฟวิสุเวียส (Vesuvius) ถมทับไว้ พบว่าบ้านจะปิดล้อมด้วยกำแพง มีการเปิดหน้าต่างออกสู่ถนนน้อยมาก
เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวภายใน ในบ้านจะมีพื้นที่เปิดโล่งสำหรับสวน โดยมีทางเดินซึ่งมีแนวเสาขึ้นมารับหลังคาล้อมรอบ
เรียกสวนลักษณะนี้ว่า "เพอริสไตล์" (Peristyle garden) พื้นที่สวนจึงกลายเป็นส่วนที่ช่วยเปิดให้แสงสว่างเข้ามาถึงภายในอาคาร
และช่วยในเรื่องการถ่ายเทอากาศ สวนถูกจัดในลักษณะเป็นทางการ (Formal garden) คือมีแนวแกนสมมาตรแบ่งพื้นที่สวน
ออกเป็นสองส่วนเท่าๆกัน มักจะมีบ่อน้ำรูปทรงเรขาคณิตและรูปปั้นวางประดับ รวมถึงไม้ตัดแต่ง (Topiary) ซึ่งเป็นองค์ประกอบ
สำคัญของสวนโรมัน ลักษณะที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการวาดภาพสวนหรือทิวทัศน์ไว้บนผนังด้านในสุดของสวนเพื่อลวงตา
ให้สวนดูกว้างกว่าที่เป็นจริง


เมื่อในเมืองมีความแออัดมาก และเกิดโรคระบาดเป็นประจำ กลุ่มชนชั้นสูงจึงนิยมออกไปสร้างบ้านพักตากอากาศนอกเมือง
หรือที่เรียกว่า "วิลล่า" (Villa) วิลล่ายุคแรกๆเน้นการออกไปใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์มหรือแปลงเกษตร ต่อมารูปแบบค่อยๆพัฒนา
โดยเพิ่มเติมความสะดวกสบายอย่างชีวิตคนเมืองเข้าไปมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความหรูหรา สวยงามเพื่อให้วิลล่า
เป็นหน้าเป็นตาแสดงฐานะและรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ ที่ตั้งของวิลล่าจะอยู่ไม่ไกลจากเมืองสามารถเดินทางได้สะดวก
มีทิวทัศน์สวยงามเพื่อช่วยในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยอ่อนและตึงเครียด รวมทั้งช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจ
และความคิดสร้างสรรค์ สวนในวิลล่ายังคงความเป็นทางการซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสวนโรมันไว้ องค์ประกอบต่างๆเน้นการ
ใช้รูปทรงเรขาคณิตแสดงถึงอำนาจของมนุษย์ในการควบคุมสภาพแวดล้อม มีการประดับตกแต่งด้วยไม้ดอกนานาชนิดซึ่งรวมถึง
ไม้ดอกหอม และไม้จากต่างแดน งานประติมากรรมต่างๆและไม้ตัดแต่งก็ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่หายไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้ว่าวิลล่าจะตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีธรรมชาติสวยงาม แต่วิลล่าหลายแห่งก็ยังคงสร้างสวนที่มีอาคารล้อมรอบแบบสวนในเมือง
วิลล่าของจักรพรรดิเฮเดรียน (Hadrain) ในเมืองทิโวลี (Tivoli) แสดงให้เห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่เป็นอย่างมาก
สวนจะมีแนวแกนย่อยๆหลายแนวไม่เกี่ยวข้องกัน มีการตกแต่งด้วยงานศิลปะและพืชพรรณอันหลากหลาย ซึ่งรวมถึงของสะสม
ที่ได้มาจากดินแดนอื่นๆ แสดงถึงอำนาจของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี ใช้งานประติมากรรมร่วมกับน้ำในรูปแบบต่างๆ
เช่น น้ำพุ คลอง สระน้ำ ฯลฯ เพื่อให้เกิดความหรูหราและบรรยากาศพิเศษยิ่งใหญ่เหนือกว่าสวนอื่นๆ

วิลล่าของจักรพรรดิเฮเดรียน


ยุคเฟื่องฟูของสวนเปอร์เซียอยู่ในช่วง 600-400 ก่อนคริสตกาลโดยมีรูปแบบเฉพาะตัวและเต็มไปด้วยเสน่ห์
จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสวนของชนชาติอื่นๆต่อมา สิ่งที่ยืนยันความงามของสวนเปอร์เซีย
เห็นจะได้แก่คำว่า "สวรรค์" ในหลายๆภาษามีรากศัพท์มาจากคำว่า Pairidaeza ซึ่งเป็นคำที่ชาวเปอร์เซีย
ใช้เรียก "สวน" ตัวอย่างเช่นคำว่า Paradise ในภาษาอังกฤษ Paradis ภาษาฝรั่งเศส Paradisus ภาษาละติน
และ Paradisos ในภาษากรีก เป็นต้น

ลักษณะพื้นฐานของสวนเปอร์เซีย ถูกสร้างให้เป็นแบบจำลองของระบบจักรวาล (Cosmos) ตามความเชื่อเก่าแก่
สวนมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมและถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนด้วยสายน้ำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแม่น้ำแห่งสวรรค์
ตรงกลางซึ่งเป็นจุดตัดของสายน้ำเป็นที่ตั้งของน้ำพุแห่งชีวิต ชาวเปอร์เซียให้ความสำคัญกับบรรยากาศและ
ความมีชีวิตชีวาในสวนเป็นอันมาก เน้นการสร้างร่มเงาจากไม้นานาพรรณ เติมสีสันและกลิ่นหอมด้วยผลไม้
ดอกไม้ เช่น ส้ม ทับทิม และกุหลาบ รวมถึงความสง่างามของปาล์มชนิดต่างๆ เสียงของน้ำที่ไหลรินๆและ
นกน้อยในกรง ผสานกับปลาหลากสีที่ว่ายวนไปมาล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้สวนกลายเป็นสวรรค์บนดิน
ที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ เปี่ยมไปด้วยความงามทั้งรูป รส กลิ่น และเสียง

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 กลุ่มชาวอาหรับผู้ใช้ชีวิตรอนแรมอยู่ในทะเลทรายเพื่อเผยแผ่ศาสนาอิสลามเดินทาง
มาถึงอาณาจักรเปอร์เซีย และพบว่าสวนเปอร์เซียนี้ช่างตรงกับลักษณะของสวรรค์ที่บรรยายไว้ในคัมภีร์โกราน (Koran)
"สถานที่ที่เต็มไปด้วยร่มเงาอันอุดมไปด้วยผลไม้ ทับทิม และปาล์มนานาชนิด พร้อมกับน้ำพุที่ไหลริน"
ผนวกกับภาพสวนที่แสนจะน่าอภิรมย์ราวสรวงสวรรค์ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับทะเลทรายอันแห้งแล้งและร้อนระอุ
ทำให้ชาวอิสลามรับรูปแบบสวนเปอร์เซียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นสวนในบ้าน ในวัง หรือในสุเหร่า
จะคงลักษณะพื้นฐานเดียวกันไว้คือ สวนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกล้อมไว้ด้วยอาคารหรือกำแพง แบ่งพื้นที่เป็นสี่ส่วน
เรียกว่า "ชาฮา-บัก" (Chahar Bagh) ตรงกลางเป็นที่ตั้งของน้ำพุหรือบ่อน้ำ สวนอิสลามเน้นความสำคัญของ "น้ำ"
ของขวัญจากสวรรค์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต

ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 สวนกลายเป็นองค์ประกอบที่ฝังรากลึก ลงในวัฒนธรรมอิสลาม และแผ่อิทธิพลขยายเข้าสู่สวน
ในเอเชีย แอฟริกา และยุโรป พร้อมๆไปกับการเดินทางเผยแผ่ศาสนา ของสาวกแห่งท่านศาสดาโมฮัมเม็ด

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก