Na Na Sa Ra [นานา สาระ]

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

วิธีช่วยลูกให้ประสบความสำเร็จในการเรียน

หนักข้อมูลเรื่องการเรียนการสอนจนบางคนคิดว่าเป็นคุณแม่ที่เป็นคุณครูไปซะแล้วนะเนี่ย จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ แค่มีลูกอยู่ในวัยเรียนแล้วคงคิดว่าทุกคนคงประสบปัญหาเดี่ยวกัน พอเจออะไรดี ๆ ก็เอามาให้ได้อ่านกัน คราวนี้เรามาคุยกันด้วยเรื่อง เรามีส่วนจะทำให้ลูกประสบผลสำเร็จในการเรียนยังไง ไปดูข้อมูลกันดีกว่าค่ะ

การเตรียมความพร้อมมีส่วนสำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะมองหาโรงเรียนชื่อดัง ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมาก เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีๆ แต่นั่นไม่ใช่หลักประกัน หรือเป็นการเตรียมพร้อมในการเรียนที่จะทำให้ลูกประสบความสำเร็นในชีวิต

แล้วจะทำอย่างไรให้ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง มีความอยากรู้อยากเรียน ปรับตัวเข้ากับเพื่อนฝูงได้ และกล้าแสดงออก มีข้อแนะนำในการเตรียมตัวลูกตั้งแต่เล็กๆ ดังนี้

ให้ลูกเห็นว่าคุณชอบการอ่านหนังสือและหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกหรืออ่านหนังสือด้วยกัน
พยายามให้มีหนังสือต่างๆ ที่เด็กจะชอบอ่านอยู่ในบ้าน
พยายามฝึกให้เด็กรู้จักช่วยตนเองในการทำสิ่งต่างๆ แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้เขาทั้งหมด การที่คุณเปิดโอกาสให้ลูกได้พยายามทำอะไรเองบ้าง แม้ว่าจะไม่ทันใจคุณ แต่ในเวลาไม่ช้าไม่นานคุณก็จะได้เห็นผลดีที่คุณได้ฝึกให้ลูก
คุณสามารถช่วยให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น โดยการช่วยแบ่งขนาดของงานต่างๆ ให้เป็นส่วนๆ ที่เด็กจะทำให้สำเร็จได้โดยง่าย และปล่อยให้ลูกทำเองทีละส่วน ซึ่งคุณสามารถนำมาใช้กับเรื่องต่างๆ เช่น การแต่งตัวเอง การทำความสะอาดบ้าน การทำการบ้านที่ค่อนข้างมาก ฯลฯ
ฝึกลูกให้มีความสม่ำเสมอในการทำสิ่งต่างๆ โดยการจัดตารางการทำงานต่างๆ ในบ้านโดยการร่วมกันทำตารางการทำงานต่างๆ กับลูก ทำบันทึกเป็นตารางการทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน และช่วยกันทำเมื่อถึงกำหนด
ควรมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในบ้าน ที่ลูกๆ และทุกคนทราบและร่วมกันปฏิบัติ เช่น ไม่มีการเข้านอนโดยไม่อาบน้ำแปรงฟันก่อนนอน ไม่พูดคำหยาบ ทานอาหารเสร็จแล้วต้องช่วยกันเก็บจาน ฯลฯ ซึ่งคุณควรจะคอยกำกับให้ลูกๆ ทุกคนยึดถือและปฏิบัติตาม
ไม่ควรปล่อยให้ลูกดูทีวีได้ตามใจชอบ ควรมีการกำจัดเวลาและรายการทีวีที่ลูกจะดู เพื่อให้ลูกรู้จักการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยการทำงานบ้าน ทำการทบทวนหนังสือ หรือแม้แต่พักผ่อน ออกกำลังกาย หรือใช้เวลาพูดคุยกันบ้าง ฯลฯ และในขณะที่ลูกดูที คุณก็ควรจะใช้เวลาดูทีวีด้วยกัน และช่วยให้ข้อคิดกับลูกบ้าง เมื่อคุณเห็นเรื่องต่างๆ ที่จะใช้เป็นแง่คิด มุมมองที่จะสื่อถึงการดำเนินชีวิต หรือการปฏิบัติตนที่เหมาะสม เพื่อเป็นการสอนลูกไปด้วยกลายๆ ซึ่งลูกจะได้ซึมซับความรู้สึกนึกคิดของคุณในแง่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
การทำการบ้าน
การทำการบ้านที่คุณครูให้ลูกมาทำที่บ้านนั้นมีความหมายมาก กว่าการที่จะมีการบ้านเสร็จในสมุดทันเวลา ที่จะส่งคุณครูในวันรุ่งขึ้น ซึ่งคุณควรที่ช่วยลูกในการทำการบ้านได้ด้วยตนเอง ดังนี้
คุณควรเน้นกฎเกณฑ์ที่ให้ลูกรู้ว่า การทำการบ้านนั้น เป็นความรับผิดชอบของลูก และจะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อย โดยไม่มีข้อยกเว้น
ควรจัดหามุมสงบที่ลูกแต่ละคนจะได้นั่งทำการบ้าน โดยไม่รบกวนกัน เพื่อที่ลูกจะได้มีสมาธิในการเรียนและทำการบ้าน
ในบางครั้งคุณอาจจะอยากให้ลูกได้ทำกิจกรรมอื่นๆ ในช่วงเวลาว่างบ้าง เช่น การเรียนดนตรี การเล่นกีฬา การออกไปทานข้าวนอกบ้านกัน ฯลฯ ซึ่งคุณควรช่วยลูกในการจัดตารางเวลาของเขาให้เหมาะสมลงตัวในแต่ละวัน โดยมีเวลาพอที่ลูกจะได้ทำการบ้านด้วย
ให้ลูกทราบว่าคุณมีความเชื่อมั่นในตัวเขา พยายามมองถึงความสำเร็จที่ลูกเคยทำได้มาแล้ว อาจจะเป็นการแข่งขันว่ายน้ำ การประกวดวาดภาพ การร้องเพลง ฯลฯ หรือแม้แต่การพยายามทำงานที่ยากๆ ให้สำเร็จ และพูดให้กำลังใจแก่ลูกในการทำงานต่างๆ ที่ยากขึ้นในอนาคต
อย่าคาดหวังให้ลูกทำงานได้สำเร็จอย่างดีเยี่ยมทุกครั้ง เมื่อลูกแสดงผลงานต่างๆ ที่เขาได้ทำให้คุณดู ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดง่ายๆ หรือการบ้านเลข คุณควรแสดงความสนใจในสิ่งที่เขาทำ และกล่าวชมเขาในสิ่งที่ดีที่คุณมองเห็นว่าเขาได้ทำ และความพยายามที่เขาได้ลงแรงลงใจทำงานชิ้นนั้นได้สำเร็จ ถ้าคุณจะกล่าวคำแนะนำหรือให้ความเห็นของคุณ ควรเลือกวิธีการพูดที่เป็นเชิงบวก และสร้างสรรค์ เพื่อช่วยให้ลูกมีกำลังที่จะทำต่อไป
การสอนลูกที่บ้าน
คุณพ่อคุณแม่ควรจะปลูกฝังความคิดที่ว่าการศึกษาหาความรู้นั้นเป็นช่องทางที่สำคัญที่จะทำให้ลูก ได้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและมีอนาคตที่ดีในชีวิตข้างหน้าของเขา ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้คือ

คุณต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง จงยึดหลักว่าคุณจะทำในสิ่งที่คุณพูดสั่งสอนลูก ถ้าคุณจะให้ลูกรักการอ่าน การทำงาน คุณก็ต้องทำตัวให้ลูกเห็น ไม่ใช่ว่าสั่งให้ลูกดูหนังสือห้ามดูทีวี แต่ตัวคุณเองนั่งดูแต่ละครทีวี หรือบังคับให้ลูกต้องทำการบ้านให้เสร็จ แต่ตัวคุณเองไม่เคยทำงานที่ต้องรับผิดชอบให้เสร็จเลย ฯลฯ
ควรพูดถึงเรื่องการเรียนรู้ว่า คนเราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ทุกวันตลอดเวลา และแสดงให้ลูกเห็นว่าคุณเองก็มีความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาเรื่องต่างๆ เช่นกัน
พยายามทำการเรียนรู้ร่วมกันกับลูกให้เป็นเรื่องที่น่าสนุก เช่น การเล่นเกมส์ อ่านหนังสือสนุกๆ ด้วยกัน และฝึกตั้งคำถาม ฯลฯ แม้แต่การเล่าเรื่องต่างๆ จากที่ทำงานของคุณให้ลูกฟัง และสอดแทรกแง่คิด สิ่งที่น่าเรียนรู้เข้าไว้ด้วย ก็จะเป็นประโยชน์กับลูกได้มาก
นอกจากการให้เด็กได้เรียนรู้โดยการอ่านหนังสือหรือทำการบ้านเองอย่างเงียบๆ บนโต๊ะของเขาแล้ว เด็กๆ ควรได้หัดที่จะเรียนรู้อย่าง "active learning" ด้วย คือ
ให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยการลงมือทำเองบ้าง (เช่น การทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ที่บ้าน ย่อมน่าตื่นเต้นกว่าการเอาตำราวิทยาศาสตร์มาอ่านเอง) ควรฝึกให้ลูกได้คิดตั้งคำถามและฝึกหาคำตอบในเรื่องต่างๆ แม้ว่าบางครั้งคุณหรือเขาจะเป็นผู้ตอบ ก็อย่าปล่อยให้โอกาสของการเรียนรู้ผ่านไปง่ายๆ โดยการตอบเพียงแต่ว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"
ฝึกคิดแก้ปัญหา
มีการนำเอาเรื่องต่างๆ มาอภิปรายพูดแสดงความเห็นหรือเหตุผลที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน
สนับสนุนให้เล่นกีฬา หรือใช้เวลาว่างไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ (เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเปิดใหม่ ฯลฯ) เพื่อจะได้เป็นการเปิดหูเปิดตา
ควรให้ลูกได้มีโอกาสใช้เวลาว่างอยู่กับเพื่อนๆ บ้าง เพื่อฝึกฝนการเข้าสังคมและได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ จากเพื่อนๆ บ้าง
บทบาทที่คุณมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของลูกและให้กำลังใจเขาเพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีที่จะประสบความสำเร็จ ในการเรียนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยคุณควรจะสื่อสิ่งที่คุณอยากจะบอกกับลูก ให้เขารับรู้ในสิ่งต่อไปนี้คือ
ให้ลูกได้รับรู้เกี่ยวกับประสบการณ์และเป้าหมายในชีวิตของคุณ ลูกไม้มักหล่นไม่ไกลต้น เด็กๆ จะซึมซับความเป็นคุณจากการเห็น รับฟังในสิ่งที่คุณพูดคุณทำ เขาควรจะได้รับรู้ในความพยายาม และการลงแรงกายแรงใจในสิ่งต่างๆ ที่คุณทำ และควรจะได้เห็นว่าคุณทำงานหนักแค่ไหน รวมทั้งการวางแผนในการทำงานเพื่อให้งานนั้นๆ สำเร็จ
พยายามจัดกฎเกณฑ์และระเบียบในบ้านที่เหมาะสมและทุกคนร่วมมือกันในการรักษากฎเหล่านี้ได้ เด็กๆ ต้องการกรอบบางอย่างในการที่จะเรียนรู้ว่าสิ่งใดที่เขาจะคาดหวังได้ และจะมีผลออกมาอย่างไร แม้ว่าบางครั้งเด็กๆ อาจจะต่อต้านกับการบังคับใช้กฎเกณฑ์เหล่านี้บ้าง แต่ก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถฝึกลูกให้เข้าใจการปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และเคารพกฎในบ้าน ก่อนที่ตนเองจะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอก
ควรหัดให้ลูกหัดคิดถึงอนาคตของเขาบ้าง เด็กๆ ต้องการการฝึกให้คิดถึงเรื่องต่างๆ ของเขาในอนาคต อย่างที่มีพื้นฐานในความเป็นจริงของครอบครัว และคาดหวังในสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งเขาควรที่จะได้รับรู้ว่าสิ่งที่เขาคาดหวังไว้จะได้สำเร็จสมดังหวังหรือไม่ เขาควรจะได้มีส่วนร่วมในการวางแผนอนาคตและตัดสินใจในบางเรื่อง เช่น ถ้าเขาต้องการทำการบ้านในเสร็จเพื่อที่จะได้ไปเที่ยวชายทะเลในช่วงวันหยุดพิเศษสุดสัปดาห์ เขาอาจจะต้องยอมอดเล่นบอล หรืออดดูทีวี เพื่อจะได้ทำการบ้านได้จนเสร็จ ฯลฯ

ป้ายกำกับ: , ,

นิทานสอนน้อง "เด็กดีต้องไม่โกหก"

ปีศาจจิ๋วเดินอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านไปมาอยู่คนเดียว "หิวจังเลย ทำไมไม่มีเด็กไม่ดีมาให้สูบพลังเลยนะ น่าเบื่อจริงๆ" ปีศาจจิ๋วโมโหมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหิวมากเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงเริ่มออกเดินทางไปแสวงหาเด็กไม่ดีเพื่อดูดพลังชีวิต

ทันใดนั้น ปุ้ง ! ปีศาจจิ๋วก็เจอเข้ากับลูกพลับเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังโกหกแม่ของเธออยู่ "นี่แหละ เป้าหมายของฉัน" ปีศาจจิ๋วรีบเข้าไปหาลูกพลับทันที "สวัสดีลูกพลับ เธอชอบโกหกใช่ไหมล่ะเอาอย่างนี้ไหมต่อไปนี้เมื่อเธอโกหก ฉันจะให้ขนมเธอทุกครั้งเลย" ลูกพลับรีบตอบตกลงทันที "เอาสิ ฉันชอบขนมอีกอย่างการโกหกมันก็ไม่ยากด้วย" ตั้งแต่นั้นมาเมื่อลูกพลับโกหกเมื่อไหร่ก็จะมีขนมอยู่ในกระเป๋า 1 ชิ้นทุกครั้งทันที ลูกพลับจึงโกหกมากขึ้นเรื่อยๆ โกหกทุกๆ วันวันละหลายๆครั้ง แต่เมื่อโกหกไปนานๆ เข้าลูกพลับก็ไม่มีความสุข เพราะตอนนี้ไม่มีใครชอบลูกพลับเลย แถมทุกครั้งที่โกหกปีศาจจิ๋วก็ดูดพลังชีวิตของลูกพลับไปเสียอีก ลูกพลับจึงอ่อนแอลงเรื่อยๆ







วันหนึ่งลูกพลับก็ถูกคุณแม่ทำโทษเพราะลูกพลับลืมสมุดการบ้านไว้ที่โรงเรียน แต่คุณแม่ไม่เชื่อว่าลูกพลับลืมจริงๆ เพราะลูกพลับโกหกบ่อยจนไม่มีใครเชื่อถืออีกแล้ว เมื่อลูกพลับออกไปเล่นกับเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครยอมเล่นด้วยเพราะลูกพลับโกหกเพื่อนๆไว้มากมายเหลือเกิน ลูกพลับจึงมานั่งร้องไห้อยู่คนเดียว และเมื่อลูกพลับเอามือล้วงไปในกระเป๋า ขนมที่ปีศาจจิ๋วให้ไว้ทุกครั้งที่ลูกพลับโกหกขนมก็หมดลงไปแล้ว หมายความว่าลูกพลับจะต้องไปโกหกอีกแล้วเพื่อให้ได้ขนมมา ถึงแม้ว่าลูกพลับอยากทานขนมแต่ลูกพลับก็ไม่อยากที่จะโกหกใครต่อใครอีกแล้ว เพราะว่าตอนนี้ไม่มีใครชอบลูกพลับเลย ลูกพลับจึงนั่งร้องไห้อีกครั้ง







ทันใดนั้น ปิ๋ง ! นางฟ้าแสนสวยใจดีก็ออกมาทันที "ว่ายังไงจ๊ะลูกพลับ หนูเป็นอะไรไปจ๊ะร้องไห้ทำไม" ลูกพลับเงยหน้าขึ้นมาเมื่อเห็นนางฟ้าก็รีบขอร้องนางฟ้าทันที "นางฟ้าคะ ลูกพลับไม่อยากเป็นเด็กโกหกอีกแล้วค่ะ ตอนนี้ไม่มีใครชอบลูกพลับเลยค่ะ" นางฟ้ายิ้มให้ลูกพลับ "งั้นลูกพลับสัญญาได้ไหมจ๊ะว่าลูกพลับจะเลิกโกหก และต่อไปนี้จะทำตัวเป็นเด็กดี" ลูกพลับพยักหน้าทั้งน้ำตาทันที นางฟ้ารีบเสกเวทมนตร์ให้ทุกๆ คนกลับมารักลูกพลับเหมือนเดิม ปีศาจจิ๋วจะเข้ามาขัดขวางแต่ก็ไม่ทันการ ปีศาจจิ๋วจึงต้องสลายตัวเองไปอีกครั้ง

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาลูกพลับก็ไม่โกหกใครอีกเลย ลูกพลับเข็ดแล้วกับการที่โกหกจนไม่มีใครชอบ ไม่มีใครเชื่อถือ ลูกพลับจึงพูดแต่ความจริงทุกครั้ง

เด็กดีต้องไม่โกหกนะคะ

ป้ายกำกับ: , ,

ช่วงท้องกินยาอย่างไรให้ปลอดภัย

การกินยา​หรือ​วิตามิน​นั้น​ ​แค่รู้ว่ากินก่อน​หรือ​หลังอาหาร​ไม่​พอค่ะ​ ​แต่​ต้อง​รู้​ด้วย​ว่ากินอย่างไร​ให้​มีประ​โยชน์​กับ​ร่างกายเรา​เต็มที่​ และ​ไม่​เป็น​โทษ​กับ​ร่างกาย​ ​โดย​เฉพาะยามท้องที่​ต้อง​ระวัง​เป็น​พิ​เศษ

กินยา 1. ​อ่านฉลาก​ให้​ละ​เอียด และ​ปฏิบัติตามคำ​แนะนำ​ของแพทย์อย่างเคร่งครัด

2. ​ยาก่อนอาหาร​ ​ควรกินก่อนอาหาร​ 30 ​นาที​หรือ​ 1 ​ชั่วโมง หรือ ​หลัง​จาก​มื้ออาหารไป​แล้ว​ 2 ​ชั่วโมง​ ​จึง​จะ​ได้​ผลเต็มที่ค่ะ​ ​เพราะ​หากกิน​ใน​ขณะที่​ยัง​มีอาหารค้าง​อยู่​ใน​กระ​เพาะ​จะ​ลด ประสิทธิภาพการดูดซึมตัวยา​ ​ทำ​ให้​ยาออกฤทธิ์​ได้​ไม่​ดี​เท่า​ที่ควร​หรือ​ไม่​ได้​ผลเลยค่ะ

3. ​พวกยาหลังอาหาร ควรกินหลังอาหารทันที​​หรือ​ 1 ​ชั่วโมง​ ​ถ้า​กินขณะที่ท้องว่าง​อาจ​จะ​กัดกระ​เพาะ​ หรือ​ทำ​ให้​เกิดอาการคลื่นไส้​ ​อา​เจียน​ได้​ค่ะ

4. ​เมื่อลืมกินยามื้อ​ใด​ก็​ให้​ผ่านไปเลย ไม่​ควรนำ​ไปกินรวม​กับ​มื้อต่อไป​ ​และ​ควรกินยาที่​แพทย์​ให้​มาจนหมด

5. ​ไม่​ควรกินยา​กับ​นม น้ำ​ผลไม้​ ​หรือ​น้ำ​หวานทุกชนิด

กินวิตามิน1. ​กรดโฟลิค​ ​วิตามินบีรวม​และ​วิตามินบี​ 12 ควรหลีกเลี่ยงการกินคู่​กับ​อาหารจำ​พวก​น้ำ​ตาล​ ​ยาคุมกำ​เนิด​ ​ยาปฏิชีวนะ​ ​หอยนางรม​ ​เพราะ​ทำ​ให้​วิตามิน​ไม่​ออกฤทธิ์

2. ​ธาตุ​เหล็ก ไม่​ควรทานตอนท้องว่าง​ ​ควรกินทันทีหลัง​จาก​กินอาหารอิ่ม​ใหม่ๆ​ ​และ​ไม่​ควรกินคู่​กับ​แคลเซียม​ ​เพราะ​ยา​จะ​ดูดซึม​ได้​น้อย​ ​และ​อาจ​จะ​มีผลทำ​ให้​เกิดอาการอา​เจียน​ได้

3. ​แคลเซียม หากกินคู่​กับ​วิตามินดีมากเกินไป​ ​อาจ​จะ​มีผลทำ​ให้​แคลเซียม​ใน​เลือดสูง​ ​และ​การกินอาหารที่มีกากใยสูงก็​จะ​ขัดขวางการดูดซึมเช่น​กัน​ค่ะ

กินแบบนี้ล่ะค่ะ​ ​ถึง​จะ​ให้​คุณประ​โยชน์จริงๆ​ ​โดย​เฉพาะ​กับ​แม่ท้อง

ป้ายกำกับ: , ,

กรดโฟลิก

กรดโฟลิกดีจริง !ต้องกินก่อนท้อง 1-3 เดือน
โดย เกตน์สิรี

แม้ว่าคุณผู้หญิงหลายคนจะรู้จักกรดโฟลิกเป็นอย่างดีแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีอีกไม่น้อยที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่รู้จัก และถ้าคุณกำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยล่ะก็ ต้องเร่งรีบทำความรู้จักเลยล่ะค่ะ เพราะกรดโฟลิกเป็นวิตามินบีตัวหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากคุณวางแผนจะมีลูกแล้วกินกรดโฟลิกก่อนท้อง 1-3 เดือน จะช่วยให้พัฒนาการของสมองลูกเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ช่วยป้องกันความพิการที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงชีวิตของลูกด้วยค่ะ


สาเหตุที่นำเสนอเรื่องนี้เพราะได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณแม่ท่านหน ึ่ง ซึ่งเคยสูญเสียลูกขณะตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน เพราะกะโหลกศีรษะไม่ปิด การสูญเสียครั้งนั้นทำให้เธอกลัวการมีลูกไม่น้อย

คุณอรวรรณ มีสีผ่อง เล่าให้ฟังว่า "ปกติเป็นคนรักเด็กค่ะ ชอบท้องและมีความสุขมากขณะท้อง

มีลูกแล้ว 2 คน คลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกอย่าง จึงอยากมีอีกสักคน เมื่อรู้ว่าท้องจึงไปฝากท้องตามปกติ และไปตรวจครรภ์ตามที่หมอนัดทุกเดือน ไม่พบความผิดปกติใดๆ จนท้อง 4 เดือนกว่า คุณหมอนัดให้ไปอัลตราซาวนด์เพื่อเจาะถุงน้ำคร่ำ

เลยรู้ว่ากะโหลกของลูกไม่ปิด คือไม่มีสมองส่วนบน ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับความคิด การจำ แต่ที่ลูกยังดิ้นและมีชีวิตอยู่ได้เพราะสมองส่วนท้ายซึ่งเกี่ยว กับการเจริญเติบโตยังสมบูรณ์อยู่

ถ้าปล่อยให้ท้องต่อไปเขาจะเติบโตตามปกติจนกระทั่งคลอด แต่หลังคลอดจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เมื่อปรึกษากับสามีและครอบครัวจึงตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์”

ถึงตอนนี้เธอยังคงมีคำถามคาใจว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ดูแลตัวเองและลูกอย่างดีมาตลอด

สำหรับคำถามนี้บอกได้ว่า ปัจจัยครึ่งหนึ่งมาจากขาดกรดโฟลิกค่ะ !



กรดโฟลิก สำคัญต่อการสร้างตัวอ่อน

กรดโฟลิกเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่ละลายได้ในน้ำ มีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ทั้งดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนโดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานและเตรียม จะมีเจ้าตัวเล็ก ควรได้รับกรดโฟลิกเพื่อนำไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน

ซึ่งหากเปรียบกระบวนการสร้างตัวอ่อนเหมือนกับทองม้วนแผ่นแบนๆ พอม้วนเสร็จจะเป็นท่อกลม (คือหลอดประสาท) มีสองปลาย ตรงกลางคือลำตัว ปลายท่อด้านหัวจะเป็นสมอง ส่วนปลายท่อด้านท้ายจะเป็นไขสันหลัง เมื่อม้วนเสร็จจะต้องปิดหัวปิดท้าย

- ถ้าแม่ท้องขาดกรดโฟลิกจะทำให้ตอนม้วนๆ ได้ไม่สมบูรณ์ เป็นเหตุให้เกิดความพิการ เช่น ความผิดปกติของปากและเพดาน ความผิดปกติของหัวใจละหลอดเลือด

-แต่ถ้าตอนม้วนแล้วหัวท้ายไม่ปิด จะส่งผลให้เกิดความพิการได้เช่นกัน

ถ้าเป็นส่วนหัว จะมีความพิการของสมอง ระบบประสาทส่วนกลาง และกะโหลกศีรษะไม่ปิด

ถ้าเป็นส่วนท้าย จะทำให้กระดูกสันหลังแหว่ง หรือปิดไม่สนิท ความพิการที่เกิดขึ้นเช่น จะมีถุงน้ำที่ไขสันหลัง เอว หรือกระดูกก้นกบปูดออกมา ซึ่งความรุนแรงมีหลายระดับ บางรายถ้าเป็นมากก็ถึงขั้นเสียชีวิต ถ้าเป็นน้อยก็รักษาให้หายและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กรดโฟลิก กินก่อนท้อง 1-3 เดือน

สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและกำลังคิดจะมีลูก อย่าปล่อยให้ความคิดดีๆ นั้นผ่านไปโดยคุณไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ เพราะสิ่งสำคัญก่อนที่คุณจะมีลูก ก็คือการวางแผนครอบครัว ซึ่งเป็นการวางแผนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ

โดยเฉพาะการกินกรดโฟลิกเสริมก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-3 เดือน และกินต่อไปอีก 3 เดือนหลังตั้งครรภ์แล้ว จะได้รับประโยชน์และช่วยลดความพิการของโรคได้ แม้ความเสี่ยงเหล่านี้มีเพียง 1:1,000 ของการตั้งครรภ์ก็ตาม แต่ก็เป็นเร่องที่เราไม่ควรเสี่ยง จริงไหมคะ

ส่วนการกินกรดโฟลิกขณะตั้งครรภ์ จะไม่มีผลต่อการป้องกันความพิการแต่กำเนิด เนื่องจากการปิดหัวปิดท้ายจะปิดเสร็จภายใน 28 วันหลังปฏิสนธิ (ปฏิสนธิช่วงกลางรอบเดือนที่มีไข่ตก) ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าประจำเดือนไม่มา หรือรู้ว่าท้องก็เลยช่วงเวลานี้ไปแล้ว เพราะแต่ละวันกลไกของธรรมชาติร่างกายคนจะถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแ ล้วว่าจะสร้างอะไร เมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาสร้างซ้ำได้อีก

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้เสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ก็ไม่ต้องตกใจ นะคะ เพราะกรดโฟลิกจะมีในอาหารที่เรากินทุกวันอยู่แล้วค่ะ ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้องกังวล และอีกอย่างหนึ่งคือ ความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน และไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดกรดโฟลิกอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกถึง 50% คือ

- ความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับไข่ของคุณแม่มากกว่าน้ำเชื้อของคุณ พ่อ เพราะจะมีการแบ่งโครโมโซมไว้ครึ่งหนึ่งแล้วตั้งแต่อยู่ในท้องเพ ื่อรอปฏิสนธิ ซึ่งอาจจะมีการแตก หัก หลุด และไปจับกันใหม่จนผิดที่ผิดทาง หรือหายไปบ้าง พอผสมกับน้ำอสุจิทำให้ไม่ครบคู่บ้าง เกินบ้าง ยิ่งอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เปอร์เซ็นที่จะเกิดก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย

- ได้รับเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ไวรัสหัดเยอรมัน ก็มีส่วนทำให้สมองพิการได้เหมือนกัน เช่น ปัญญาอ่อน สมองลีบเล็กไม่เติบโต

- การกินยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เช่น ยาขับประจำเดือนและยาอื่นๆ ซึ่งเข้าไปรบกวนการสร้างอวัยวะ เป็นต้น

- อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น พื้นที่เสี่ยง โดนรังสีเอกซ์เรย์ ได้รับสารเคมีบางอย่าง เป็นต้น


กรดโฟลิก กินแค่ไหนจึงจะพอ

แม่กลุ่มทั่วไป คือกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติว่าลูกหรือญาติมีความพิการแต่กำเนิด เมื่อตั้งครรภ์กรดโฟลิกในตัวแม่จะลดลง เนื่องจากถูกดึงไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน ดังนั้นควรได้รับอย่างน้อยวันละ 400 ไมโครกรัม (0.04 มิลลิกรัม) จึงจะช่วยลดอุบัติการณ์ความพิการแต่กำเนิดได้มากกว่า 50% แต่ถ้าไม่ได้รับกรดโฟลิกก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการแต่กำ เนิดมากกว่า 50% เช่นกัน

แม่ในกลุ่มเสี่ยง คือกลุ่มที่มีประวัติว่าลูกหรือญาติเคยมีความพิการเกิดขึ้นอย่า งชัดเจน เช่น ความพิการของกะโหลก ระบบประสาทส่วนกลาง สมองพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่ หรือแม่เป็นโรคโลหิตจาง เป็นต้น แม่กลุ่มนี้จะต้องได้รับกรดโฟลิกเพิ่มเป็นวันละประมาณ 40,000 ไมโครกรัม (4 มิลลิกรัม) คือมากกว่าแม่กลุ่มปกติประมาณ 100 เท่าค่ะ


กรดโฟลิก หาง่าย & สูญสลายง่าย

หาง่าย บ้านเรามีอาหารที่มีกรดโฟลิกให้เลือกมากมาย เพราะมีอยู่ในผักใบเขียวเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ปวยเล้ง ผักกาดหอม หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี ถั่วลันเตา ธัญพืชต่างๆ ผลไม้ตระกูลส้ม ที่สำคัญหากได้รับกรดโฟลิกแบบครบคุณค่าควรกินแบบสดๆ หรือถ้าจะลวกก็ต้องทำด้วยความรวดเร็วค่ะ

สูญสลายง่าย

- การปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อนนานๆ จะทำให้กรดโฟลิกสูญสลายได้ง่าย

- หากมีอาการตัวร้อนและเป็นไข้หลายวัน ด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นทำให้ระดับกรดโฟลิกในร่างกายลดลงไ ด้เช่นกัน

- การได้รับยารักษาโรคลมชัก คนที่เป็นโรคลมชักและต้องกินยาเป็นประจำ ยาตัวนี้จะเข้าไปต่อต้านการสร้างโปรตีนและลดการดูดซึมของกรดโฟล ิก ดังนั้น คุณแม่ที่มีภาวะลมชักอยู่จะต้องกินโฟลิกให้มากขึ้นประมาณ 10 เท่าจากที่กินอยู่เดิมค่ะ
การวางแผนกินกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือน เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และคุ้มเวลาแห่งการรอคอยของคนเป็นแม่แน่นอนค่ะ

ป้ายกำกับ: , ,